[Super] Freak

หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในแบบนาฬิกาเรือนเด่นรุ่นใหม่ ที่มีการจัดแสดงเพียงรุ่นเดียวในบูธของ ULYSSE NARDIN ที่งาน WATCHES & WONDERS Geneva 2026 ที่ผ่านมา ก็เรียกเสียงฮือฮาถึงความสลับซับซ้อน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผนวกเข้ากับรูปแบบการผลิตนาฬิกาสวิสดั้งเดิม เข้าด้วยกันได้ดีอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งยังเป็นการต่อยอดของคอลเลคชั่นนาฬิกา ที่มีความโดดเด่นที่สุดของ ULYSSE NARDIN ได้อย่างมีสไตล์ไปพร้อมกันอีกด้วย

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.07.24

 

ซึ่งสำหรับนาฬิการุ่นนี้ ULYSSE NARDIN ถือเป็นการฉลองความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ในวาระการครบรอบ 180 ปีแห่งการก่อตั้ง และเป็นเวลา 25 ปีของคอลเลคชั่น Freak ที่ถือเป็นนาฬิกาในคอลเลคชั่นระดับตำนานของ ULYSSE NARDIN ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น [Super] Freak ซึ่งถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่ใช้เวลาในการพัฒนาอย่างยาวนานถึง 4 ปีเต็ม เพื่อให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นนาฬิกา รุ่นที่อยู่ในระดับสูงสุดของคอลเลคชั่น Freak ได้อย่างสวยงามและสมบูรณ์แบบ

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.06.58

 

พร้อมกันกับการเป็นนาฬิกา กลไกตูร์บิยองอัตโนมัติคู่เรือนแรกของโลก ที่มาพร้อมกับกลไกแบบคารูเซลอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผสมผสานนวัตกรรมที่ผ่านการจดสิทธิบัตรรวมกันมากถึง 35 รายการ รวมไปถึงการเปิดตัวชุดกิมบาล (Gimbal) หรือชุดเพลาที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เพื่อการส่งผ่านพลังงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด และตอกย้ำความเป็นผู้นำ ในด้านเครื่องบอกเวลาระดับสูง ที่มาพร้อมกันกับเทคโนโลยีระดับสูงเช่นกัน ซึ่งหมายถึงการกล้าท้ายทายทุกทุกกฎเกณฑ์

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.07.49

 

ของแนวทางการผลิตในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส โดยหัวใจสำคัญของ [Super] Freak อยู่ที่กลไกอินเฮ้าส์รุ่นใหม่คาลิเบอร์ UN-252 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนรวมกันมากถึง 511 ชิ้น เพื่อนำเสนอบริจด์แสดงค่านาทีไทเทเนียม ที่ติดตั้งชุดฟลายอิ้งตูร์บิยองสองชุด ซึ่งเอียงทำมุมระดับ 10 องศาและหมุนสวนทางกัน พร้อมเพิ่มฟังก์ชั่นการแสดงค่าวินาที ที่ถือเป็นครั้งแรกของคอลเลกชั่น ผ่านระบบดิฟเฟอเรนเชียลแนวตั้ง ที่มี่ขนาดเล็กที่สุดในโลกเพียงประมาณ 5 มิลลิเมตร

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.05.45

 

ขับเคลื่อนด้วยชุดการไขลานอัตโนมัติกรินเดอร์ (Grinder®) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในอุตสาหกรรม พร้อมการใช้เทคโนโลยีซิลิคอนร่วมกับไดมอนซิล (DIAMonSIL®) เพื่อเพิ่มความทนทาน และความเที่ยงตรงในระดับสูงสุดทุกสภาวะ โดยในด้านงานฝีมือ [Super] Freak ยังสะท้อนความประณีตผ่านการตกแต่งชิ้นส่วนด้วยมือกว่า 70% โดยช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญการระดับแกรนด์คอมพลิเคชั่น ณ โรงงานในลา-โชซ์-เดอ-ฟองส์ ที่นาฬิกาแต่ละเรือนจะทำงานโดยช่างเพียงคนเดียว

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.18.41

 

ในทุกกระบวนการประกอบและทดสอบในหลายระดับ และตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่ใช้เวลารวมกันมากกว่า 60 ชั่วโมง ในนาฬิกาตัวเรือนที่ผลิตจากวัสดุไวท์โกลด์ขนาด 44 มิลลิเมตร และมาพร้อมดิสก์ชั่วโมงวัสดุนาโนซิทาล (Nanosital®) ที่มีสีน้ำเงินอันโปร่งใส เพื่อเผยให้เห็นสถาปัตยกรรมของชุดกลไกในเจ็ดชั้น ที่มีชิ้นส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวสูงถึงระดับ 97% โดยผลงานนี้จะผลิตในแบบจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก และจำหน่ายเฉพาะตัวแทนบางแห่งเท่านั้น

 

Screenshot 2569 05 24 at 23.06.39