FAVRE LEUBA History, A Journey of 289 Years, Part I
FAVRE LEUBA เริ่มต้นเรื่องราวในปี 1718 จากการฝึกงานช่วงแรกของ Abraham Favre(1702-1790) ในฐานะช่างนาฬิกาของ Daniel Gagnebin ช่างนาฬิกาผู้เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงปี 1700 โดยในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปี กับการเป็นช่างนาฬิกาอิสระ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 1737 ในเอกสารที่ออกเป็นทางการที่ Abraham Favre ได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรก ในฐานะช่างนาฬิกาอิสระของเลอโลคล์ช่วงปี 1749 (Maître horloger du Locle)และในปี 1764 กับความร่วมมือครั้งพิเศษ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกัน

ระหว่าง Abraham Favre และ Jacques-Frederic Horiet บิดาแห่งศาสตร์ของเครื่องบอกเวลา แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Abraham Favre ยังได้ร่วมงานกับ Abraham-Louis Breguet ในการออกแบบนาฬิกาที่ล้ำสมัย สำหรับยุคนั้นอีกหลายรุ่นด้วยและในปี 1820 ที่ Henry-August Favre ได้เดินทางไปทั่วโลก จากเยอรมนีไปรัสเซีย ผ่านคิวบาไปนิวยอร์ก และจากบราซิลไปชิลี เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของนาฬิกาพกของเขา ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากโรงงานสู่ตลาดที่ห่างไกลออกไป

และปี 1851 กับช่วงเวลาของนาฬิกาพกจาก FAVRE LEUBA ที่ได้รับรางวัลมากมายจากการจัดแสดงนิทรรศการ ในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตั้งแต่ลอนดอน (1851),นิวยอร์ก (1853), ปารีส (1855), เบิร์น (1857) และปอร์โตริโก (1865) เป็นต้น จนในปี 1865 กับการที่ FAVRE LEUBA ได้เข้าไปสู่ตลาดอินเดีย และกลายเป็นแบรนด์นาฬิกาจากสวิสแบรนด์แรก ที่เข้าสู่ประเทศอินเดียโดย Fritz Leuba จากการเปิดตัวนาฬิการุ่นยอดนิยมหลายรุ่นที่นั่น รวมทั้งในปี 1896 ที่ย้ายสำนักงานใหญ่ไปยังเจนีวา

กับปี 1908 ที่ Henri Favre Leuba (1865–1961) รับช่วงต่อการบริหารงาน ธุรกิจของครอบครัว และสานต่อการเติบโตของแบรนด์ โดยเขาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร จนกระทั่งเสียชีวิต จนในปี 1945 ที่เป็นการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ จากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ FAVRE LEUBA ได้รับความไว้วางใจในอินเดีย จนสามารถตั้งสำนักงานของตัวเองได้ในบอมเบย์ และทำให้บริษัทค่อยๆ สร้างรากฐาน พร้อมกลายเป็นบริษัทที่มีความสำคัญในตลาดนาฬิกาอื่นๆ ตามมามากมาย

เริ่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นจึงเป็นยุโรป และต่อมาในอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา โดยสาขาต่างๆ เช่น ฮัมบูร์ก ลอนดอน รังงูน การาจี สิงคโปร์ และนิวยอร์ก ต่างช่วยให้ระบบการจัดจำหน่ายมีประสิทธิภาพ และสามารถให้บริการลูกค้าชั้นเลิศได้อย่างดี จนหลังจากปี 1946 ที่ FAVRE LEUBA ได้จัดแสดงนาฬิกาเป็นประจำ ที่งานแสดงนาฬิกา BASEL FAIR เรื่อยมา และหลังจากปี 1953 ก็ได้เข้าร่วมงาน SALON MONTRES BIJOUX (งานแสดงสินค้านาฬิกาและเครื่องประดับ) ในเจนีวาร่วมกันอีกด้วย

ในช่วงปี 1948 FAVRE LEUBA ก็ได้เข้าซื้อชื่อและโรงงานผลิตของ BOVET ซึ่งในช่วงสองปีต่อมา แบรนด์ก็ได้ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ ที่มีระดับความแม่นยำสูงจำนวนมากภายใต้แบรนด์ FAVRE LEUBA BOVET โดยในปี 1955 ก็สามารถสร้างกลไกอินเฮ้าส์ขึ้นได้สำเร็จ ภายใต้ชื่อคาลิเบอร์ FL101 ซึ่งใช้ครั้งแรกในนาฬิการุ่น Sea Chief, Sea King และSea Raider รวมทั้งในปี 1960 กับ Water Deep นาฬิกาแบบดำน้ำเรือนแรกของแบรนด์ ที่เปิดตัวพร้อมการเป็นก้าวแรก ในการเดินทางสู่ความสำเร็จในนาฬิกากลุ่มนี้

ปี 1962 กับ Bivoauc ที่ FAVRE LEUBA ได้พัฒนานาฬิการะดับตำนาน ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือแบบกลไกเรือนแรกของโลก ที่มีบารอมิเตอร์แบบแอนเนอรอยด์ สำหรับวัดระดับความสูงและความดันอากาศ โดยกลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเอาชนะขีดจำกัดต่างๆ โดย Bivoauc ได้ปฏิบัติภารกิจแรกๆ บนข้อมือของทีมกระโดดร่มแห่งชาติสวิส ระหว่างการแข่งขันเวิลด์คัพปี 1962 ที่สหรัฐอเมริกา หรือในปี 1964 ที่นักปีนเขาชาวอิตาลี Walter Bonatti ที่สวมนาฬิการุ่น Bivoauc กับ Micheal Vaucher

ชาวเจนีวา ประสบความสำเร็จในการปีน หน้าผาด้านเหนือของปวงต์วิมแปร์ (4,196 เมตร) ในแกรนด์โจราสส์ เป็นครั้งแรก และเมื่อเขาพิชิตหน้าผาด้านเหนือ ของแมทเทอร์ฮอร์นโดยใช้เส้นทางที่ตรงที่สุด โดย Michel Darbelly ชายหนุ่มชาววาเลส์ ได้ทำการปีนเขาไอเกอร์คนเดียว เป็นครั้งแรกในปี 1963 โดยใช้นาฬิกาจากโรงงานของ FAVRE LEUBAซึ่งสามารถแสดงระดับความสูง ที่เขาปีนขึ้นไปได้แล้วอย่างแม่นยำ และบ่งบอกว่าสภาพอากาศที่เผชิญอยู่ กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร

ร่วมกันกับกรณีของนักสำรวจขั้วโลกชาวฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง Paul-Emile Victor ที่ต้องพึ่งพานาฬิการุ่น Bivouac ในการเดินทางสำรวจน้ำแข็งอันกว้างใหญ่หลายครั้ง โดยกลไกอินเฮ้าส์คาลิเบอร์ FL251 ได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1962 พร้อมขนาด 11.5 มิลลิลเมตร และหนาเพียง 2.95 มิลลิเมตร ที่ได้ปฏิวัติวงการด้วยการใช้กระบอกลานสองชุด ซึ่งถือเป็นการผลิตกลไกแบบบางเป็นพิเศษ ในจำนวนมากพร้อมการแสดงค่าเวลา โดยมีเข็มวินาทีอยู่ตรงกลางหน้าปัด ที่ถือเป็นความพิเศษสูงในช่วงเวลานั้น

กรุณาติดตามบทความช่วงต่อในครั้งต่อไป


