MB&F Horological Machine No. 12

นั่นคือการสร้างสรรค์ชิ้นงานจักรกลที่มีจิตวิญญาณ เปี่ยมด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ และมีความโดดเด่นทางเทคนิคอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากนี้ HM12 ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ในเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากนาฬิกาที่ได้รับการออกแบบโดย Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ MB&F ร่วมกับ Eric Giroud ที่ปัจจุบันก็ยังคงร่วมงานกับ Eric ต่อเนื่องตลอดมา แต่ทว่านาฬิกา HM12 นี้กลับถือได้ว่าเป็นนาฬิการุ่นแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย "Max & Max" เรือนแรกอย่างแท้จริง

ซึ่งนั่นคือ Maximilian Büsser และ Maximilian Maertens ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เริ่มร่วมงานด้วยเมื่อ 8 ปีก่อน โดยเน้นไปที่โปรเจ็คท์นาฬิกาตั้งโต๊ะ และกล่องดนตรีเป็นหลัก จากอารมณ์เมื่อสวมใส่บนข้อมือ HM12 จะแสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอของนาฬิกาในแบบ Horological Machine อย่างโดดเด่นและแหวกแนวที่สุดอย่างชัดเจน จากทั้งรูปลักษณ์แห่งโลกอนาคต รูปทรงประหนึ่งงานประติมากรรม และกลิ่นอายที่ดูแปลกตาคล้ายสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว แต่ภายใต้บุคลิกที่ดูสนุกสนานและมีชีวิตชีวาทั้งหมดนั้น

ก็คือโครงสร้างทางกลไกที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยพัฒนามา โดยหน้าปัดถูกออกแบบให้มี "ดวงตา" สองข้าง ที่ทำหน้าที่แสดงเวลาชั่วโมงแบบจั๊มปิ้งอาวร์ ที่เคลื่อนที่ได้ทั้งสองทิศทางและนาทีแบบไล่ระดับ (Trailing Minutes) พร้อมมี "สมอง" ในรูปแบบของชุดกลไกฟลายอิ้งตูร์บิยองที่หมุนในแบบ 60 วินาที Flying และยังมี "ปาก" ที่มีรูปทรงคล้ายขวานศึก (Battle-Axe) ซึ่งผสานรวมเข้ากับไมโครโรเตอร์แบบสองด้าน ในตัวเรือนที่ผลิตจากไทเทเนียม และแซฟไฟร์ที่ต่างก็มีความซับซ้อน ไม่แพ้กันในด้านกระบวนการผลิต

ในโครงสร้างที่เต็มไปด้วยเส้นโค้ง พื้นผิว การตกแต่งที่ประณีต และขาตัวเรือนที่ขยับได้ โดย HM12 จะมีความสมมาตรในทุกรายละเอียด รวมถึงเม็ดมะยมทั้งสองฝั่ง ซึ่งเม็ดมะยมชุดหนึ่งทำหน้าที่ในการขึ้นลานและตั้งเวลา ส่วนอีกเม็ดหนึ่งใช้สำหรับสั่งการกลไกพิเศษที่น่าประหลาดใจ เพราะเพียงแค่หมุนเม็ดมะยมชุดนี้ "เกราะป้องกันใบหน้า" (Face Shield)ก็จะเลื่อนลงมาปิดทับส่วนหน้าของหุ่นยนต์ ช่วยเพิ่มสีสันและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยกลไกเฉพาะส่วนนี้อย่างเดียว จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกว่า 200 ชิ้น

ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของชิ้นส่วนทั้งหมดจำนวน 646 ชิ้นในชุดกลไก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางวิศวกรรมอันน่าทึ่ง ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังลูกเล่นที่ดูเรียบง่ายและสนุกสนาน นอกจากนี้เมื่อพลิกนาฬิกาดู ก็จะพบกับหน้าปัดอีกด้านที่ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูเหมือนหลุดมาจากโลกไซไฟ ซึ่งซ่อนไว้ด้วยงานฝีมือในการผลิตนาฬิกาชั้นสูงตามขนบดั้งเดิม โดยมีการตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ด้วยมืออย่างประณีต ทั้งเทคนิคการทำผิวแบบ Grained (ผิวหยาบละเอียด), Bercé (การลบเหลี่ยมมุมให้โค้งมน)

และ Colimaçonné (ลวดลายก้นหอย) บนชิ้นส่วนของบริจด์และตลับลาน ส่วนด้านหลังของไมโครโรเตอร์ทรงโดม ก็เผยให้เห็นลวดลายกิโยเช่อันงดงาม ซึ่งรังสรรค์โดย Brodbeck Guillochage อันเป็นเวิร์กช็อปของ Kari Voutilainen เพื่อนสนิทของแบรนด์ โดยเมื่อรวมชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งในส่วนของกลไกและตัวเรือน จะทำให้นาฬิการุ่นนี้ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนที่มากถึง 730 ชิ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องราวครึ่งหนึ่งเท่านั้น หากเปรียบนาฬิกาเป็นเสมือนส่วนหัวของหุ่นยนต์ ซึ่งก็ย่อมต้องการร่างกายด้วยเช่นกัน

MB&F จึงขอแนะนำ HM12 The Guardian เพื่อนคู่หูจักรกลเต็มรูปแบบที่ออกแบบโดย Maximilian Maertens ที่สามารถถอดสายนาฬิกาออกได้ง่ายดายด้วยระบบควิ๊ก-รีลิสท์(Quick-Release) แล้วนำตัวเรือนนาฬิกาไปติดตั้งเข้ากับส่วนที่เป็นใบหน้าของ The Guardian โดยตัวหุ่นยนต์เองนั้นประกอบด้วยชิ้นส่วน จำนวนมากกว่าตัวนาฬิกาเสียอีก โดยมีชิ้นส่วนรวมทั้งสิ้น 755 ชิ้น ซึ่งโครงสร้างอันซับซ้อนนี้ ประกอบไปด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบกลไก แขนที่ขยับปรับท่าทางได้ พร้อมเลนส์ขยายที่ซ่อนอยู่และไฟฉายยูวี

ซึ่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นสารเรืองแสงซุปเปอร์-ลูมิโนว่า ปริมาณมากที่เคลือบอยู่บนทั้งตัวนาฬิกาและหุ่นยนต์ และเมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน HM12 The Guardian จะประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนเกือบกว่า 1,500 ชิ้น โดยเปิดตัวมาพร้อมกัน 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีม่วง พร้อมผลิตในจำนวนจำกัดเพียงสีละ 12 เรือนเท่านั้น และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือนาฬิกาที่เปิดตัวเหล่านี้ จะถือเป็นครั้งเดียวที่จะมีการผลิตขึ้น โดยนาฬิกา MB&F รุ่นHM12 The Guardian นี้จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 280,000 ฟรังก์สวิส




