GREUBEL FORSEY Balancier QM, Ref. GF09CM

GREUBEL FORSEY เปิดตัว Balancier QM เรือนเวลารุ่นแรกที่ได้รับมาตรฐานกาลิตี้มูเซ่(Qualité Musée) ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการ ที่แบรนด์มอบให้กับระดับงานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของผลงานทุกชิ้นจากแบรนด์ตั้งแต่ปี 2004 และวันนี้ชื่อที่รับประกันมาตรฐานนี้ก็ได้ก้าวไปอีกขั้น โดยแผนกวิจัยพัฒนาเฉพาะกิจของแบรนด์ภายในห้องปฏิบัติการ EWT (Experimental Watch Technology) ในผลงานกลไกไขลานที่สามารถแสดงค่าชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อย

 

Screenshot 2569 07 05 at 11.02.30

 

และการแสดงพลังสำรองลาน ภายในนาฬิกาตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.60 มิลลิเมตร ที่ผลิตในแบบจำนวนจำกัดเพียง 33 เรือน จากแนวคิดของ Robert Greubel และ Stephen Forsey ผู้ก่อตั้งแบรนด์ GREUBEL  FORSEY ในปี 2004 ที่งานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือ ยังเป็นศาสตร์ที่มีคนให้ความสนใจไม่มากนัก แต่พวกเขากลับทุ่มเททุกสิ่ง เพื่อทำให้ความงดงามนี้เป็นที่ยอมรับและชื่นชม จนได้สร้างมาตรฐานที่กลายเป็นบรรทัดฐาน ของแบรนด์ที่ใช้กับผลงานนาฬิกาทุกเรือนอย่างเป็นระบบ

 

Screenshot 2569 07 05 at 01.59.53

 

ทว่ามาตรฐานดังกล่าวนี้ ไม่เคยถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการมาก่อน Balancier QM จึงเป็นนาฬิการุ่นแรกที่แบรนด์ตัดสินใจมอบชื่อให้กับมาตรฐานนี้ว่า Qualité Musée หรือ QM ที่ในปัจจุบันงานการขัดแต่ง ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพ ของนาฬิกาที่ถูกจับตามองมากที่สุด และภายในห้องปฏิบัติการ EWT ที่แบรนด์ได้จัดตั้งแผนกวิจัยที่มุ่งเน้นเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือการผลักดันขอบเขตงานขัดแต่งพื้นผิวด้วยมือ ให้มีความประณีตและก้าวไกลกว่าเดิมโดยเริ่มต้นด้วย Balancier QM

 

Screenshot 2569 07 05 at 02.01.52

 

จากมาตรฐานของแบรนด์ ที่ไม่มีการแบ่งแยกในเรื่องการขัดแต่ง ไม่ว่าจะเป็นเรือนเวลาสามเข็มธรรมดา หรือผลงานซับซ้อนระดับกรองซองเนอรี (Grande Sonnerie) ที่ต่างก็ได้รับความพิถีพิถัน ในระดับเดียวกันทั้งสิ้น โดยมาตรฐาน QM มีการเพิ่มเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นอีกขั้น นั่นคือทุกชิ้นส่วนต้องงดงามถึงระดับที่สามารถ สามารถอยู่ในฐานะผลงานศิลป์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ที่แม้แต่ชุดเอสเคปเมนท์ ซึ่งเป็นจุดที่แทบไม่มีใครมองเห็นได้ ก็ต้องมีการขัดแต่งอย่างพิถีพิถันเช่นกัน

 

Screenshot 2569 07 05 at 10.50.54

 

ส่วนเอสเคปวีลแบบสองระดับ จะถูกขัดลบเหลี่ยมแต่งขอบและขัดเงาทั้งสองด้าน ซึ่งพื้นผิวด้านที่ซ่อนอยู่ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างละเอียด ไม่ต่างจากด้านที่สามารถมองเห็นได้ ส่วนทับทิมที่อยู่บนพาเล็ท ก็ต้องถูกเจียรให้โค้งนูนแทนที่จะเป็น ชิ้นเรียบแบนแบบที่พบได้ทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้แสงตกกระทบ ที่ลื่นไหนไปตามเนื้อทับทิมอย่างนุ่มนวล แทนที่จะสะท้อนแสงแบบแข็งกระด้างเพียงด้านเดียว และหัวใจของกลไกก็คือบาลานซ์แบบปรับแรงเฉื่อยได้ในขนาด 12.60 มิลลิเมตร

 

Screenshot 2569 07 05 at 11.02.44

 

พร้อมสกรูว์ปรับแรงเฉื่อยวัสดุทองคำจำนวนหกตัว ซึ่งเป็นชิ้นส่วนควบคุมการทำงานของกลไก อันเป็นที่มาของชื่อรุ่น Balancier ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรุ่นเดียว หากแต่จะถูกนำไปใช้กับคอลเลคชั่นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเรขาคณิต ที่ปรากฏในงานขัดแต่งเอสเคปวีล ไปจนถึงพื้นผิวหน้าตัดจากการเจียรขอบลบเหลี่ยมขนาดใหญ่ และพื้นที่ขัดเงาวาวขนาบข้างในทุกจุด ที่ช่วยเสริมความงดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกนำไปใช้ในผลงานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

 

Screenshot 2569 07 05 at 02.00.59

 

ส่วนชิ้นส่วนที่ควบคุมการทำงาน ของนาฬิกายังมีอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นก็คือชิ้นส่วนแฮร์สปริง หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อคือบาลานซ์สปริง โดยชิ้นส่วนนี้ถูกผลิตภายในโรงงานของแบรนด์เองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการวัตถุดิบ โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2012 เมื่อแบรนด์ตั้งเป้าที่จะสร้างสปริงบาลานซ์ ที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากผู้ผลิตทั่วไป ดังนั้นแบรนด์จึงเริ่มผลิตโลหะผสมด้วยตัวเอง จากการขึ้นรูปโดยนำมาผ่านแม่พิมพ์พิเศษ

 

Screenshot 2569 07 05 at 10.50.27

 

ที่ผลิตขึ้นจากเพชรธรรมชาติในหลายขั้นตอน จนออกมาเป็นเส้นลวดที่มีความบางเท่ากับเส้นผม จากนั้นจึงรีดให้แบนด้วยความแม่นยำระดับไมครอน และม้วนด้วยมืออย่างประณีต พร้อมทำการยึดให้คงรูปด้วยเตาอบสูญญากาศความแม่นยำสูง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สิ่งที่มองเห็น แต่หยั่งลึกลงไปถึงในทุกองค์ประกอบของกลไก จากแนวคิดที่ไม่เลือกที่จะตกแต่งเฉพาะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา ซึ่งก็เท่ากับยอมรับว่า นาฬิกาเป็นเพียงเครื่องประดับไว้อวดอ้าง

Screenshot 2569 07 05 at 10.49.54

 

การตั้งชื่อให้กับมาตรฐานที่แบรนด์ยึดมั่น ช่วยเปิดมุมมองของแบรนด์ให้ไปไกลกว่าเดิม โดยQM ได้จุดประกายโครงการใหม่ภายใต้โปรแกรม EWT โดยผลงานถัดไปคือกลไกที่ชุดเฟืองทั้งหมด จะผลิตจากทองคำ โดยผลงานแต่ละชิ้นส่วนจะล้วนเป็นผลงานศิลปะ และนำมาประกอบขึ้นเป็นผลงานที่มอบประสบการณ์ ที่ดึงดูดสายตาไม่ว่าจะสวมบนข้อมือหรือวางไว้นิ่งๆ และแนวคิดนี้ก็จะถูกส่งต่อไป เพราะมาตรฐานที่ว่านี้มีชื่อเรียกขานอย่างเป็นทางการแล้วในขณะนี้