LM Perpetual Chromatic Editions, Part II
ด้วยหน้าปัดที่เผยให้เห็นรายละเอียด ของชุดกลไกเพอเพทชวลคาเลนดาร์อย่างเต็มตา พร้อมบาลานซ์วีลแบบลอยตัว ที่ทำให้ความงดงามเชิงกลไกอันกลมกลืนของ LM Perpetual กลายเป็นจุดเด่นที่สะกดทุกสายตา อีกทั้งยังมีรายละเอียดทางเทคนิคที่น่าสนใจ เมื่อบาลานซ์วีลขนาดใหญ่ซึ่งลอยเด่นอยู่ด้านบน ถูกเชื่อมต่อเข้ากับเอสเคปเมนต์ด้านหลังกลไก ผ่านแกนบาลานซ์ที่คาดว่าน่าจะยาวที่สุด ชิ้นหนึ่งในอุตสาหกรรมนาฬิกา และด้วยรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Legacy Machine Perpetual หน้าปัดย่อยแต่ละตำแหน่ง

จึงดูราวกับ “ลอย” อยู่เหนือชุดกลไกโดยไม่มีจุดยึดให้เห็น ที่ซึ่งหน้าปัดย่อยสเกเลตันถูกติดตั้ง บนแกนรองรับที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ สำหรับกลไกเพอเพทชวลคาเลนดาร์แบบดั้งเดิม เนื่องจากจะไปขัดขวางการทำงานของแกรนด์เลวีเออร์ (Grand Levier) โดยเมื่อไล่ดูรายละเอียดบนหน้าปัดตามเข็มนาฬิกา จะพบการแสดงค่าชั่วโมงและนาทีจะอยู่ในตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใต้สะพานโค้งของบาลานซ์วีล และถัดมาที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาจะเป็นหน้าปัดย่อยแสดงวันในสัปดาห์ และ ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา

จะเป็นมาตรบอกระดับพลังสำรองลาน ส่วนตำแหน่ง 6 นาฬิกาแสดงค่าเดือน และตำแหน่ง 7 นาฬิกาเป็นมาตรแสดงปีอธิกสุรทินแบบรีโทรเกรด ส่วนสุดท้ายคือตำแหน่ง 9 นาฬิกาที่ใช้สำหรับแสดงค่าวันที่ โดย Legacy Machine Perpetual เป็นนาฬิกาที่ได้รับรางวัล Best Calendar Watch จากการประกาศรางวัล GPHG (Grand Prix d’Horlogerie de Genève) ในปี 2016 จากคอลเลคชั่น Legacy Machine ที่ถือกำเนิดขึ้นจากจินตนาการของMaximilian Büsser เจ้าของและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ MB&F ที่ได้ตั้งคำถาม

ขึ้นกับตัวเองว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากผมเกิดในปี 1867 แทนที่จะเป็นปี 1967?” โดยเขาจินตนาการว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของนาฬิกาข้อมือ เขาคงยังต้องการสร้างสรรค์จักรกลสามมิติ เพื่อสำหรับสวมใส่บนข้อมือเช่นเดิม แต่ในยุคนั้นยังไม่มีแรงบันดาลใจอย่าง GRENDIZER, STAR WARS หรือเครื่องบินรบ แต่สิ่งที่อยู่รอบตัวกลับเป็นนาฬิกาพก หอไอเฟล และโลกแห่งจินตนาการของ Jules Verne ดังนั้น “จักรกลบอกเวลาในยุค 1900” ของเขาจึงต้องเป็นนาฬิกาทรงกลมในแบบสามมิติ

ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การเปิดตัว Legacy Machine No.1 ครั้งแรกในปี 2011 ก่อนจะตามมาด้วย LM2 และ LM101 ในเวลาต่อมา โดย LM Perpetual มีจุดเริ่มต้นขึ้นด้วยการพบกันของ Maximilian Büsser และ Stephen McDonnell ช่างนาฬิกาชาวไอร์แลนด์เหนือ ผู้เป็นเพื่อนของแบรนด์มาอย่างยาวนาน และยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้ Horological Machine No.1 ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกของ MB&F ถือกำเนิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ Büsser กำลังมองหาแนวทางการพัฒนา กลไกเพอเพทชวลคาเลนดาร์สำหรับนาฬิการุ่นที่ 4

ของคอลเลกชั่น Legacy Machine ที่ McDonnell ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกลไกเพอเพทชวลคาเลนดาร์แบบใหม่ ที่สามารถแก้ข้อจำกัดหลายประการ ของระบบแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งหลังจากก็ยังต้องใช้เวลาพัฒนานานถึง 3 ปี พร้อมค่ำคืนอันยาวนานที่แทบไม่ได้นอน และในที่สุด Legacy Machine Perpetual ก็ถือกำเนิดขึ้นได้ กับนาฬิกากลไกเพอเพทชวลคาเลนดาร์โดยทั่วไป ที่มักเป็นโมดูลซึ่งประกอบด้วยกลไกปฏิทิน ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บนกลไกที่มีอยู่เดิม โดยการแสดงผลของปฏิทินจะถูกซิงโครไนซ์ผ่านคานยาว

หรือแกรนด์เลวีเออร์ที่พาดอยู่ด้านบน ของกลไกและทอดผ่านจุดศูนย์กลาง โดยเมื่อวันที่มีการเปลี่ยน คานยาวชิ้นนี้จะส่งข้อมูลไปยังชิ้นส่วนและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและถอยกลับ ซึ่งการออกแบบแบบแกรนด์เลวีเออร์ใหม่ จะทำให้บริเวณกึ่งกลางของกลไกต้องปล่อยว่างไว้ เพื่อไม่ให้มีชิ้นส่วนใดมารบกวนการทำงานของคานหลัก เช่น บาลานซ์วีลแบบลอยตัว ที่มีแกนบาลานซ์ทอดผ่านลงมาตรงกลางกลไก ไปยังเอสเคปเมนต์ด้านหลัง โดยคานกลไกจะยังต้องใช้พื้นที่เต็มหน้าปัด
โปรดติดตามบทความต่อเนื่องในครั้งต่อไป


