The New Chronomat

จนได้รับฉายาว่าเป็น “นาฬิกาแห่งยุค 90s” โดยนิตยสาร VOGUE ซึ่งในวันนี้ Chronomat ได้หวนคืนสู่ตลาดอีกครั้ง พร้อมการอัปเดตที่เน้นความประณีตสุขุมทว่าทรงพลัง แต่ยังคงจดจำได้ในทันที ด้วยเอกลักษณ์ของปุ่มไรเดอร์แท็ปส์ (Rider Tabs) บนขอบเบเซิล และรูปแบบสายอันเป็นตำนาน จากการที่ BREITLING Chronomat ถือเป็นสุดยอดนาฬิกาสปอร์ตเอนกประสงค์ของแบรนด์ ที่ได้รับการเกลาองค์ประกอบในทุกมิติ โดยต่อยอดจากการปรับโฉมครั้งใหญ่เมื่อปี 2020 ซึ่งถือเป็นเรือนเวลาประเภทที่

“ไปได้ทุกที่ ทำได้ทุกกิจกรรม” ระดับเรือธงของ BREITLING ที่เรียบง่าย ทว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มั่นใจ แต่ไม่โอ้อวด พร้อมหลอมรวมมรดกตกทอด ในความอเนกประสงค์ของชีวิตประจำวัน โดยมีเทคโนโลยีเรือนเวลาในแบบร่วมสมัย เข้ากับตัวเรือนและสายนาฬิกาดีไซน์ใหม่ ที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในห้องนักบินอีกต่อไป แต่ได้ก้าวสู่การเป็นสุดยอดนาฬิกาสปอร์ต ในแบบเอนกประสงค์ระดับตำนานของ BREITLING อย่างแท้จริง

“Chronomat รุ่นใหม่เป็นการปรับเกลาองค์ประกอบ ที่เคยสร้างให้ Chronomat กลายเป็นนาฬิการะดับไอคอนิค ตั้งแต่แรกเริ่ม” Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว “เราได้พัฒนาดีไซน์ให้ก้าวไปข้างหน้า โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ ที่แท้จริงของ Chronomat เอาไว้อย่างครบถ้วน” พร้อมงานการออกแบบที่เฉียบคม และดีไซน์ที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวโดยสิ่งแรกที่สาวกของ Chronomat สามารถสังเกตเห็นได้คือ การเปลี่ยนผ่านจากสายแบบกึ่งอินทิเกรต สู่ดีไซน์ที่เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์

โดยส่วนใหญ่แล้วนาฬิกาที่มีสายแบบอินทิเกรต มักมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนสาย แต่ Chronomat รุ่นใหม่ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ ด้วยการซ่อนขาสายไว้เบื้องหลังตัวเรือนอย่างแยบคาย ทำให้การสลับเปลี่ยนไปใช้สายประเภทอื่น ยังคงทำได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งสายทั้งแบบสตีลและแบบทูโทน จะมาพร้อมระบบปรับระยะรายละเอียด ที่ผู้สวมใส่สามารถขยายความยาวสายเพิ่มได้ ข้างละหนึ่งข้อบริเวณบานพับปีกผีเสื้อที่ซ่อนอยู่ โดยสามารถปรับได้ทันที แม้ขณะสวมใส่อยู่บนข้อมือ ซึ่งช่วยมอบความสบายสูงสุด

ทั้งในยามอุณหภูมิหรือความกดอากาศ มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยสำหรับนาฬิกาในแบบโครโนกราฟ ขอบเบซิลยังได้รับการลดทอน โครงสร้างจากเดิมที่เคยมีชิ้นส่วนแยกอิสระถึง18 ชิ้น โดยรวมเอาวงขอบ ขอบแทรก ปุ่มไรเดอร์แท็ปส์ และสกรูว์ ให้กลายเป็นชิ้นงานเดี่ยวที่สมบูรณ์แบบ โดยเรือนเวลารุ่นต่างๆ จะถูกถ่ายทอดผ่านเฉดสี ที่มีความคลาสสิคที่ตัดทอนจนเหลือเพียงแก่นแท้ พร้อมวัสดุของตัวเรือนและสาย ที่มีให้เลือกสรรตั้งแต่สตีลล้วน, สองกษัตริย์, ไปจนถึงทองคำ พร้อมแบบหน้าปัดสีไอซ์บลูกับขอบแพลทตินัม



