LONGINES DolceVita กับเฉดสีใหม่บนรูปทรงอันเหนือกาลเวลา
จากสามเฉดสีใหม่ที่ชวนให้หวนนึกถึงทิวทัศน์ และแสงแดดอันงดงามของแถบเมดิเตอร์เรเนียน ได้เข้ามาเติมเต็มคอลเลกชั่น LONGINES DolceVita ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมความโดดเด่นด้วยหน้าปัดสลักลายฟลิงเก้สะดุดตา พร้อมลวดลายเรขาคณิตสไตล์อาร์ตเดโค และสายหนังในโทนสีอบอุ่น ที่มีแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่นไอคอนิคของ LONGINES ในช่วง 20s ที่มีเอกลักษณ์เป็นตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันประณีต เพื่อให้คอลเลกชั่นนี้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมตอกย้ำถึงตัวตนอันเหนือกาลเวลา

โดยในตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ นับตั้งแต่การเผยโฉมสู่ตลาดเป็นครั้งแรก คอลเลกชั่น LONGIENS DolceVita ก็เปรียบดั่งบทกวีที่สดุดีวิถีชีวิต อันแสนหวานสไตล์อิตาเลียนที่เรียกว่า ‘La Dolce Vita’ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เปล่งประกาย เรียบหรู และผ่อนคลาย ไร้ซึ่งความเร่งรีบ ราวกับการพักผ่อนยามบ่าย บนระเบียงที่อาบไล้ด้วยแสงแดด หรือการเดินทอดน่องยามเย็น ไปตามท้องถนนในกรุงโรม ด้วยเอกลักษณ์ของตัวเรือน ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันสง่างาม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรือนเวลา

ของ LONGINES จากปี 1927 โดยมีการผสานการออกแบบสุดคลาสสิค ให้เข้ากับกลิ่นอายร่วมสมัยได้อย่างไร้รอยต่อ และสำหรับปี 2026 กับสามเรือนเวลาใหม่ล่าสุด ที่ได้เข้ามาเติมเต็มมิติความลึก และความมีชีวิตชีวาให้กับคอลเลคชั่น ผ่านหน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนมิติแสงเงา พร้อมพาเลตต์สีใหม่ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสีสันที่สื่อถึงอารมณ์และหน้าปัดอันมีชีวิตชีวา จากสามเฉดสีใหม่ล่าสุดที่ถูกนำเสนอ ผ่านสายหนังโทนสีเข้มข้นอันได้แก่ สีน้ำเงินมิดไนท์บลู (Midnight Blue)

สีเขียวโอลีฟ (Olive Green) และสีแดงเมเปิล (Maple Red) ซึ่งเป็นกลุ่มสีโทนอบอุ่น ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก และสะท้อนถึงความงดงามของทิวทัศน์ รวมถึงแสงแดดแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยสายนาฬิกาแต่ละเส้น จะมาพร้อมระบบเปลี่ยนสาย (Interchangeable System) ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนลุค ของเรือนเวลาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่สี่ซึ่งนำเสนอ แบบหน้าปัดสีเงินจับคู่กับสายสตีล พร้อมชุดล็อคแบบพับสามทบเพื่อความปลอดภัย มอบความงดงามประณีตในระดับเดียวกัน

ซึ่งผลงานรุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2026 จะชูความโดดเด่นของหน้าปัดให้เป็นหัวใจสำคัญ โดยเรือนเวลาแต่ละรุ่น จะมาพร้อมพื้นผิวหน้าปัดสีงาช้างที่สลักลายฟลิงเก้ และตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิต ซึ่งช่วยสร้างมิติความพลิ้วไหว ราวกับมีการเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลเพื่อมอบคาแรคเตอร์ที่มีชีวิตชีวา อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับเรือนเวลา พร้อมเติมเต็มกลิ่นอายความคลาสสิค ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดย่อย แสดงวินาที ณ ตำแหน่ง 6นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมหน้าปัดที่มีให้เลือกสรรถึง 3 รูปแบบด้วยกัน

ได้แก่ รุ่นหน้าปัดสีงาช้างประดับตัวเลขโรมัน และเข็มนาฬิกาสีทอง (2N Gilt) รุ่นหน้าปัดสีงาช้างประดับตัวเลขโรมันและเข็มนาฬิกาสีโรสโกลด์ (5N Rose) และรุ่นหน้าปัดสีเงินประดับตัวเลขโรมันสีน้ำเงิน เข้าคู่กับเข็มนาฬิกาบลูด์สตีล โดยทุกรุ่นมาในตัวเรือนสตีลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันสง่างาม พร้อมปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำระดับ 3 บาร์ หรือ 30 เมตร โดยเรือนเวลาเหล่านี้มีให้เลือกใน 2 ขนาด คือ 20.80 x 32.00 มิลลิเมตร และ 23.30 x 37.00 มิลลิเมตร โดยทำงานด้วยกลไก

ควอท์ซคาลิเบอร์ L178.2 และคาลิเบอร์ L176.2 ตามลำดับ ภายใต้มรดกแห่งสัดส่วนอันสมดุล ที่มาจากเรื่องราวของคอลเลคชั่น DolceVita ที่เริ่มต้นขึ้นจากนาฬิกาตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ LONGINES สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1927 ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายและสมดุล ซึ่งสะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์สไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) อันรุ่งเรืองในยุคนั้น โดยเมื่อคอลเลคชั่นนี้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1997 ก็ได้นำเอาจิตวิญญาณแห่งความกลมกลืน ของรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าว มาตีความใหม่ในบริบทร่วมสมัย

และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นมา จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น ในระดับไอคอนิคของแบรนด์ โดยไม่เคยละทิ้งตัวตนและเอกลักษณ์ดั้งเดิมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในปี 2023 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เมื่อ LONGINES Mini DolceVita ได้ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของตระกูล โดยได้มอบภาพลักษณ์อันสดใหม่ให้กับคอลเลคชั่น ผ่านตัวเรือนขนาดกะทัดรัดที่เรียบหรู รวมถึงผลงานที่เปี่ยมด้วยความสง่างาม และความร่วมสมัย ทว่าในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาซิลลูเอท ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ไว้

ดังนั้นด้วยสัดส่วนอันสมดุล กับมรดกทางศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) และพาเลตต์สีใหม่ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี คอลเลกชั่น LONGINES DolceVita จึงยังคงเดินหน้าเพื่อฉลองความกลมกลืนกัน ระหว่างธรรมเนียมดั้งเดิมและความเรียบหรูร่วมสมัย เฉกเช่นศิลปะการใช้ชีวิตของชาวอิตาเลียน อันเป็นแรงบันดาลใจแห่งชื่อคอลเลกชั่นดังนั้นเรือนเวลานี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสง่างามที่แท้จริงนั้นไร้ซึ่งข้อจำกัด ของกาลเวลาหรือฤดูกาล เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนั้นก็จะเป็นทัศนคตินั่นเอง



