The most immediate expression of 235 years of Haute Horlogerie, Part II
กับนาฬิการุ่นขนาด 39 มิลลิเมตร ที่โดดเด่นด้วยการสร้างมิติ ความลุ่มลึกของพื้นผิว และการเล่นกับแสงผ่านหน้าปัดอีนาเมล สีน้ำเงินเข้มที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน ตกแต่งบนลวดลายคลูส์เดอปารีส์ (Clous de Paris) พร้อมหน้าปัดโทนสีโรสโกลด์ ที่มาพร้อมช่องแสดงวันที่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของ Laureato ที่มีการนำงานเคลือบอีนาเมลสีน้ำเงิน มาใช้บนลวดลายพื้นผิวอันเป็นเอกลักษณ์ของหน้าปัด ซึ่งช่วยยกระดับความซับซ้อนของงานฝีมือในแบบที่หาได้ยาก และมาพร้อมสายนาฬิกาแบบอินทริเกรดกับตัวเรือน

โดยงานเคลือบอีนาเมลที่รังสรรค์ขึ้นภายในโรงงานนี้ จะมอบความโปร่งลึก มิติ และเฉดสีที่หลากหลาย พร้อมสร้างประกายแสงระยิบระยับ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมอง และการตกกระทบของแสง โดยหน้าปัดโทนสีโรสโกลด์นี้ จะถ่ายทอดแนวคิดเดียวกันนี้ ผ่านอีกมิติหนึ่งของความลุ่มลึก และความประณีต พร้อมพื้นผิวโลหะมีค่า ที่ทำงานประสานกับลวดลายคลูส์เดอปารีส์อย่างกลมกลืน ก่อให้เกิดการสะท้อนแสง ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าหลงใหล ระหว่างความอบอุ่น ความเปล่งประกาย และเงาที่เคลื่อนไหว

ไปตามมุมตกกระทบของแสง ผลลัพธ์คือหน้าปัดที่เปี่ยมด้วยความซับซ้อน และมิติอันโดดเด่น สะท้อนความงดงามเชิงสถาปัตยกรรม พร้อมตอกย้ำเอกลักษณ์ของ Laureato ในการรักษาสมดุลระหว่างพลังแห่งการดึงดูดสายตา และความเรียบสง่างามของการออกแบบได้อย่างลงตัว เพื่อถ่ายทอดอีกหนึ่งมุมมองของ Laureato ผ่านสัดส่วนที่กะทัดรัดและสมดุลอย่างลงตัว โดยหวนกลับไปสู่ขนาดตัวเรือน ที่ได้รับความนิยมจากนักสะสมมาอย่างยาวนาน ด้วยความสง่างาม ความสวมใส่ง่ายในหลากหลายโอกาส

และการคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณ ของการออกแบบดั้งเดิมอย่างครบครัน พร้อมหน้าปัดสีโรสโกลด์ ที่ถ่ายทอดแนวคิดแห่งความประณีตในอีกมิติหนึ่ง ผ่านการตีความในแบบของ Laureato ที่เรียบง่าย ละเมียดละไม และมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมสัดส่วนตัวเรือนที่กะทัดรัด เพื่อช่วยขับเน้นความบริสุทธิ์ของรูปทรงเรขาคณิต ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้โทนอันอบอุ่น ของโลหะมีค่าและมิติอันละเอียดอ่อน ได้สะท้อนและเล่นกับแสง ส่งผลให้หน้าปัดเผยเสน่ห์ที่ทั้งดูสวยงามและประณีต ที่ถือเป็นอีกหนึ่งการตีความ

ที่โดดเด่นด้วยการเปล่งประกาย และมาพร้อมหน้าปัดสีเงินลวดลายคลูส์เดอปารีส์ (Clous de Paris) ที่ขัดแต่งแบบเงาสะท้อน จับคู่กับขอบตัวเรือนประดับเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยม 64 เม็ด รวมน้ำหนัก 0.55 กะรัต เพื่อถ่ายทอดการเล่นกับแสง เงาสะท้อน และความประณีตของงานฝีมือได้อย่างลงตัว โดยเน้นความสง่างามที่แฝงอยู่ในรายละเอียด จากนาฬิการุ่น Laureato ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ของประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกายุคใหม่ในปี 1971 ที่ GIRARD-PERREGAUX ได้พัฒนากลไกควอท์ซความถี่สูง

ซึ่งเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความถี่ 32,768 เฮริท์ซ ที่อุตสาหกรรมนาฬิกาทั่วโลกยังคงใช้ สำหรับอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 1975 นวัตกรรมดังกล่าวก็ถูกนำมาใช้ใน Laureatoเพื่อผสานความแม่นยำทางเทคนิค เข้ากับเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่โดดเด่น ด้วยสถาปัตยกรรมของตัวเรือนและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ โดย Laureato รุ่นแรกได้รับการออกแบบ และพัฒนาขึ้นภายในแบรนด์ทั้งหมด พร้อมนำเสนอภาษาการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถจดจำได้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม

ที่วางอยู่บนฐานทรงกลม ตัวเรือนทรงตอนโนและสายแบบอินทริเกรด ซึ่งทั้งหมดได้รับการออกแบบให้สมดุลอย่างลงตัว ระหว่างความสง่างาม สัดส่วนที่กลมกลืน และสไตล์สปอร์ตที่โดดเด่น โดยในตลอดหลายทศวรรษต่อมา Laureato ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายเจเนอเรชั่นที่เปิดตัวราวทุกๆ สิบปี โดยแต่ละรุ่นได้ต่อยอด ทั้งในด้านเทคนิคและงานออกแบบ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ และความกลมกลืนของโครงสร้าง ในแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน จนถึง Laureato เจเนอเรชั่นที่สอง

ที่ได้ต่อยอดคอลเลกชั่นด้วยการนำเสนอรูปแบบ และฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลาย พร้อมความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนถึงพัฒนาการด้านเทคนิค และงานออกแบบของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และในปี 1995 Laureato เจเนอเรชั่นที่สามได้เปิดตัวพร้อมกลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติคาลิเบอร์ GP3100 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำ ความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของ Laureato ในฐานะนาฬิกากลไกระดับสูง จนต่อมาในปี 2003 ที่ Laureato เจเนอเรชั่นที่สี่ได้เผยโฉมด้วยตัวเรือน ที่มีสัดส่วนใหญ่ขึ้นและสะท้อนลุคสปอร์ต

ที่มีความเด่นชัดกว่าเดิม แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์สำคัญของคอลเลคชั่น ทั้งในด้านความสมดุลของดีไซน์ ความกลมกลืนของรูปทรง และการผสานตัวเรือนเข้ากับสายอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Laureato มาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงสุดท้ายในปี 2016 ที่ GIRARD-PERREGAUX ได้เปิดตัว Laureato เจเนอเรชั่นที่ห้า ในรูปแบบที่ตีความใหม่ให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงรักษาแนวคิดและรูปทรงเรขาคณิต จากดีไซน์ดั้งเดิมเอาไว้ พร้อมทั้งตอกย้ำในแนวคิดที่ว่า นาฬิการุ่นนี้ยังคงเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นสำคัญของแบรนด์อีกครั้ง

โปรดติดตามบทความในครั้งต่อไป

