New Special Project One

SP One เปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 และเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่น่าสนใจ และในอีกหนึ่งปีต่อมาที่ MB&F เปิดตัว SP One Pavée แบบประดับเพชร จากพื้นฐานเดิมของ MB&F SP One ซึ่งในช่วงแรกใช้ชื่อว่า “Three Circles” ที่โดดเด่นด้วยองค์ประกอบสามส่วนที่ดูเสมือนลอยอยู่ ตั้งแต่ บาร์เรล บาลานซ์วีล และหน้าปัด ราวกับกำลังท้าทายแรงโน้มถ่วงบนข้อมือ โดยองค์ประกอบทั้งสามดูเหมือนลอยอยู่บริเวณใจกลางตัวเรือน และสามารถมองเห็นได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์ใสที่แทบมองไม่เห็น ในขณะที่บาลานซ์วีลเคลื่อนไหวอยู่

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.10.52

 

ราวกับกำลังเต้นอยู่กลางอากาศ บนหน้าปัดที่เอียงและช่วยเผยให้เห็น การออกแบบเฟืองทรงกรวยของ MB&F โดย SP One คือผลงานของชุดกลไกที่น่าทึ่ง ซึ่งเปลี่ยนข้อมือให้กลายเป็นพื้นที่ สำหรับการแสดงเวลาอันน่าหลงใหล และดูราวกับท้าทายแรงโน้มถ่วง กับ SP One ที่มาในตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร และมีรูปทรงคล้ายก้อนกรวด เพื่อถ่ายทอดความเรียบลื่นและสัมผัสที่น่าสนใจ พร้อมดีไซน์ที่ปราศจากขอบหน้าปัดและตัวเชื่อมสาย ที่ดูเหมือนแยกออกจากตัวเรือน แม้จะเป็นนาฬิกาที่มีขนาดเล็กและบาง

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.10.19

 

ในระดับที่สุดของ MB&F แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผ่านโครงสร้างสามมิติและแนวคิดการออกแบบ ที่เต็มไปด้วยความท้าทายของขอบเขต โดยอยู่กึ่งกลางระหว่าง Horological Machines ที่มีความโดดเด่นของ MB&F กับ Legacy Machines ที่มีรูปแบบคลาสสิค และยังเป็นการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ในชื่อ “Special Projects” ซึ่งยังไม่สามารถจำกัดความได้อย่างชัดเจน ซึ่งในปี 2026 SP One Pavée ถูกนำเสนอและถ่ายทอดปรัชญาเดียวกันนี้ผ่านอีกมุมมองหนึ่ง โดยครั้งนี้ผลิตจากวัสดุล้ำค่าอย่างไวท์โกลด์เช่นเดิม

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.27.31

 

แต่แทนที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของนาฬิกาไปทั้งหมด การประดับเพชรอย่างประณีตกลับเลือกเดินไปตามส่วนโค้งรอบกลไก ตัวเรือน เม็ดมะยม และหัวเข็มขัด ซึ่งช่วยเพิ่มประกายให้กับรูปทรง ที่มีความเรียบลื่นและมีมิติ พร้อมขับเน้นกลไกที่ดูเสมือนลอยอยู่ภายใน ขณะที่หน้าปัดบอกชั่วโมงแบบเอียง เปลี่ยนจากพื้นผิวสีดำในรุ่นก่อนหน้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ร่วมกับเพชรทั้ง 255 เม็ดที่ไม่ได้ทำให้ดีไซน์ดูโดดเด่นจนเกินไป แต่กลับเผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของ SP One ที่มีความประณีตและล้ำค่ามากขึ้นแบบ MB&F

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.25.06

 

ขณะเดียวกันก็ยังคงความเรียบง่าย ความสง่างาม และความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชั่น “เราถามตัวเองว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด แล้วสร้างนาฬิกาที่หรูหราและคลาสสิคขึ้นมาล่ะ?” Max ย้อนนึกถึงช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยง เช่นเดียวกับ Legacy Machine และโปรเจ็คทอื่นๆ มากมายของ MB&F เพราะไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะตอบรับอย่างไร และนั่นหมายถึงความเสี่ยงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ “ในฐานะผู้สร้างสรรค์ ความภาคภูมิใจคือแรงผลักดันของเรา เพราะความภาคภูมิใจไม่ได้เกิดจาก”

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.10.06

 

“การเลือกเส้นทางที่ง่าย แต่เกิดจากการกล้าเสี่ยงทุกอย่าง และพร้อมเผชิญกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ ที่อาจเกิดขึ้น” Max กล่าว ภาพสเก็ตช์แรกของ SP One ซึ่งย้อนกลับไปถึงปี 2018 สะท้อนแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับทุกโปรเจ็คท์ของ MB&F จากจุดเริ่มต้นที่เป็นภาพสเก็ตช์ ซึ่ง Max มักบอกว่าเป็นภาพที่วาดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือ “วาดแบบไม่ค่อยสวย” แต่แก่นของดีไซน์และเอกลักษณ์ของโปรเจ็คท์ ก็มักปรากฏให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว กับวงกลมสามวงที่ดูคล้ายใบหน้ายิ้ม สื่อถึงแนวคิดสนุกๆ ที่ซ่อนอยู่

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.08.56

 

ภายใต้โครงสร้างอันซับซ้อน ซึ่งแนวคิดนี้พัฒนาต่อจากองค์ประกอบสามส่วน ได้แก่ เมนสปริงบาร์เรล บาลานซ์วีล และหน้าปัด ซึ่งลอยตัวอยู่ภายในตัวเรือน และดูราวกับลอยอยู่บนข้อมือ แต่อย่างไรก็ตาม ภาพสเก็ตช์ในช่วงแรกเหล่านี้ ล้วนมุ่งสร้างนาฬิกาที่สื่อถึงความประณีตอย่างเรียบง่าย โดยไม่จำเป็นต้องโดดเด่นจนดึงดูดความสนใจ แต่นาฬิกาเรือนนี้ต้องมีความสง่างามอย่างพอดี พร้อมรายละเอียดแบบคลาสสิค ที่ทำให้แตกต่างจากดีไซน์อันโดดเด่นของ MB&F ในขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์และรากฐาน

 

Screenshot 2569 11 02 at 11.19.12

 

ของแบรนด์เอาไว้ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการหาสมดุลที่ทำได้ไม่ง่าย ซึ่งภาพสเก็ตช์แรกนี้ได้รับการปรับแก้และพัฒนาต่อโดย Eric Giroud นักออกแบบนาฬิกาชื่อดังและเพื่อนของ MB&F มาอย่างยาวนาน โดยหลังจากปรับแก้แนวคิดหลายครั้ง ในที่สุดก็ได้รูปแบบที่ลงตัว จากนั้นจึงถึงเวลาที่ทีมวิศวกร เข้ามารับช่วงต่อ โดยวางรายละเอียดและโครงสร้าง ของโปรเจ็คท์ทั้งหมดอย่างแม่นยำและพิถีพิถัน พร้อมผ่านการคิดและแก้ไขอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอนจนกระทั่งกลายมาเป็นนาฬิกา Special Project One นี้

 

 

กรุณาติดตามบทความในครั้งต่อไป